จะรู้ได้ไง? เปิด 5 สัญญาณเตือน "ทำเล็บบ่อยเกินไป" เปราะบาง-เปลี่ยนสี-แยกจากผิว

จะรู้ได้ไง? เปิด 5 สัญญาณเตือน "ทำเล็บบ่อยเกินไป" เปราะบาง-เปลี่ยนสี-แยกจากผิว

จะรู้ได้ไง? เปิด 5 สัญญาณเตือน "ทำเล็บบ่อยเกินไป" เปราะบาง-เปลี่ยนสี-แยกจากผิว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เตือนสาวๆ! 5 สัญญาณเล็บกำลังส่งเสียงขอความช่วยเหลือ หลังทำเล็บบ่อยเกินไป

ทำเล็บบ่อยเกินไปอาจทำร้ายเล็บธรรมชาติได้ เช็ก 5 สัญญาณเตือน เล็บบาง เปราะ เปลี่ยนสี แยกจากผิว พร้อมวิธีดูแลเล็บให้กลับมาแข็งแรง

การทำเล็บเป็นหนึ่งในวิธีเพิ่มความสวยงามให้กับมือ ไม่ว่าจะเป็นการทาสีเจล ต่อเล็บ หรือการตกแต่งเล็บรูปแบบต่าง ๆ ที่ช่วยให้มือดูโดดเด่นและมีสไตล์มากขึ้น

แต่หากทำเล็บบ่อยเกินไป ทั้งการขัดหน้าเล็บ การใช้น้ำยาล้างเจล หรือการตัดหนังรอบเล็บมากเกินความจำเป็น อาจทำให้เล็บธรรมชาติได้รับความเสียหาย จนเกิดปัญหาเล็บบาง เปราะ หักง่าย หรือมีความผิดปกติที่ควรระวัง

ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแนะนำว่า เล็บก็ต้องการเวลาพักและการดูแลเช่นเดียวกับผิวหนัง หากเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ควรหยุดพักการทำเล็บและฟื้นฟูสุขภาพเล็บก่อน

ควรทำเล็บบ่อยแค่ไหน? เล็บต้องมีเวลาพัก

ความถี่ในการทำเล็บไม่มีคำตอบตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับสภาพเล็บของแต่ละคน แต่หลังจากถอดสีเจลหรือต่อเล็บ ควรให้เล็บได้พักประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น หากพบว่าเล็บแห้ง บาง หรืออ่อนแอ

ในช่วงพักเล็บ ควรหมั่นทาครีมบำรุงหรือออยล์บำรุงบริเวณเล็บและหนังรอบเล็บ เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดปัญหาเล็บเปราะแตกง่าย

ก่อนตัดสินใจทำเล็บครั้งใหม่ ควรสังเกตสภาพเล็บก่อน หากเล็บยังแข็งแรง ไม่มีอาการเจ็บ ไม่เปลี่ยนสี และไม่บางผิดปกติ ก็สามารถทำเล็บได้ตามความเหมาะสม

แต่หากเล็บเริ่มมีสัญญาณผิดปกติ ควรหยุดพักและให้เวลาเล็บฟื้นตัว

5 สัญญาณเตือน เล็บกำลังได้รับความเสียหาย

1. เล็บเปราะ หักง่าย และลอกเป็นชั้น

หากเล็บเริ่มแยกเป็นชั้น มีรอยแตก หักง่าย หรือผิวหน้าเล็บหลุดลอก อาจเป็นสัญญาณว่าเล็บกำลังแห้งและอ่อนแอ

สาเหตุหนึ่งอาจมาจากการขัดหน้าเล็บมากเกินไป การถอดสีเจลผิดวิธี หรือการสัมผัสสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ทำเล็บเป็นประจำ

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการแกะหรือดึงสีเจลที่กำลังลอกออกเอง เพราะอาจทำให้ชั้นเล็บธรรมชาติหลุดออกไปด้วย ทำให้เล็บยิ่งบางและเสียหายมากขึ้น

2. เล็บเปลี่ยนสีผิดปกติ

การเปลี่ยนสีของเล็บอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น สีจากน้ำยาทาเล็บ คราบสีจากผลิตภัณฑ์ หรือการกระแทก แต่หากเล็บเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีเขียว สีน้ำตาล สีดำ หรือมีเส้นสีใหม่ที่ไม่ทราบสาเหตุ ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ

หากพบว่าเล็บเปลี่ยนสีหลังถอดเจลหรือทำเล็บ ควรพักเล็บและหลีกเลี่ยงการทาสีใหม่เพื่อปกปิด เพราะอาจทำให้มองไม่เห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น

3. เล็บเริ่มแยกออกจากผิวใต้เล็บ

อีกหนึ่งสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม คือเล็บเริ่มยกตัวหรือแยกออกจากผิวหนังด้านล่าง ทำให้เห็นเป็นพื้นที่สีขาวผิดปกติ และอาจขยายมากขึ้นเรื่อย ๆ

ภาวะนี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การกระแทก การติดเชื้อรา หรือโรคผิวหนังบางชนิด รวมถึงการทำเล็บที่รุนแรงเกินไปจนทำให้โครงสร้างเล็บได้รับความเสียหาย

4. ผิวรอบเล็บบวม แดง เจ็บ หรืออักเสบ

ผิวหนังรอบเล็บมีหน้าที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่บริเวณเล็บ หากถูกตัดลึกเกินไป หรือถูกดันหนังรอบเล็บแรง ๆ อาจทำให้เกิดบาดแผลและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

หากพบว่าบริเวณรอบเล็บมีอาการแดง บวม ร้อน เจ็บ หรือมีหนอง ควรหยุดทำเล็บและควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแทนการดูแลด้วยตัวเอง

5. เล็บบางลงจนรู้สึกผิดปกติ

การขัดหน้าเล็บบ่อย ๆ หรือการถอดเจลด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้ชั้นหน้าเล็บบางลง ส่งผลให้เล็บไวต่อการฉีกขาดและเจ็บง่ายกว่าเดิม

หากรู้สึกว่าเล็บบางลงมาก ควรพักการทำเล็บชั่วคราว และเน้นการบำรุงเพื่อให้เล็บค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น

วิธีดูแลเล็บให้สวยและแข็งแรง หลังทำเล็บ

หากต้องการมีเล็บสวยโดยไม่ทำร้ายเล็บธรรมชาติ ควรเลือกใช้บริการจากร้านทำเล็บที่สะอาด มีมาตรฐาน และใช้อุปกรณ์ที่ผ่านการทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง

  • หลีกเลี่ยงการแกะหรือดึงสีเจลออกด้วยตัวเอง
  • ไม่ควรขัดหน้าเล็บแรงหรือบ่อยเกินไป
  • อย่าตัดหนังรอบเล็บลึกเกินความจำเป็น
  • หมั่นทาน้ำมันบำรุงเล็บและครีมบริเวณมือ
  • พักเล็บเป็นระยะหลังถอดเจลหรือเล็บปลอม

สรุป เล็บสวยต้องมาพร้อมกับสุขภาพเล็บที่ดี

การทำเล็บไม่ใช่เรื่องผิด หากดูแลอย่างเหมาะสมและเลือกวิธีที่ปลอดภัย แต่การทำเล็บต่อเนื่องโดยไม่ให้เล็บได้พัก อาจทำให้เกิดปัญหาเล็บอ่อนแอและเสียหายได้

ดังนั้น ก่อนทำเล็บครั้งต่อไป ลองสังเกตสภาพเล็บของตัวเอง หากพบว่าเล็บเปราะ ลอก เปลี่ยนสี แยกออกจากผิว หรือผิวรอบเล็บมีอาการผิดปกติ ควรหยุดพักและฟื้นฟูเล็บก่อน เพื่อให้กลับมาแข็งแรงและสวยอย่างยั่งยืน

หมายเหตุ: หากพบความผิดปกติของเล็บที่ไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเจ็บ บวม อักเสบ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล